รายการดีๆเพื่อสันติ

14 ธ.ค.

   สันติที่แท้จริง คือการลดอัตตา  คือความเป็นตัวเป็นตนของเราเอง   มองผู้อื่นเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา   ยอมเสียสละความสะดวกสบายของตัวเองเพื่อผู้อื่น  ไม่มองว่าผู้อื่นต่ำกว่าเรา  เราสูงกว่าคนอื่น  คนอื่นไม่ดีเราดี  เพราะสุดท้ายแล้วทุกชีวิตก็ไม่สามารถที่จะนำพาสิ่งใดติดตัวไปได้เลย………

 

 

 

 

 

หลักธรรมในศาสนาซิกข์

14 ธ.ค.

ไฟล์:Khanda.svg

สัญลักษณ์ของศาสนา

คุรุศาสนาในศาสนาซิกข์

ศาสนาสิกข์ เป็นศาสนาที่ยึดมั่นและเชื่อถือในพระเจ้า (วาเฮ่คุรุ) เพียงพระองค์เดียวอย่างเคร่งครัด

พระศาสดาคุรึนานักเทพ (คุรุนานักเดว)  พระองค์ได้สอนหลักธรรมและแนวคิดใหม่ให้กับทุกคน  เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  หลักธรรมและแนวคิดดังกล่าวมีดังนี้

๑.สอนให้ทุกคนรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม  ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

๒.ชี้นำทางให้ทุกคนได้เข้าถึงพระเจ้าด้วยการดำรงชีวิตและด้วยการกระทำแต่คุณงานความดี

๓.การเข้าถึงธรรมมะและการทำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม  ละเว้นความโลภ  ความโกรธ ความหลง  ความยิ่งยโส  และความเห็นแก่ตัว  ซึ่งเป็นวิถีทางในการระลึกถึงพระเจ้าอย่างแท้จริง

ศาสนาสิกข์เชื่อในเรื่ององการกลับชาติมาเกิดใหม่  มนุษย์ทุกคนควรพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏจักรของชีวิตหรือการเวียนว่ายตายเกิดด้วยการหมั่นระลึกถึงพระเจ้าและการสวดมนต์ภาวนา  โดยในศาสนาสิกข์เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริงนั่นเอง

 

บทเพลงแห่งสติเพื่อสันติ

14 ธ.ค.

 

 

 

 

 

สันติอยู่ที่ไหน

14 ธ.ค.

คณะหนังสือพิมพ์ศานติสาสน์ มาขอให้ข้าพเจ้าช่วยเขียนเรื่องเป็นปฐมฤกษ์ ให้แก่หนังสือพิมพ์ของตน. ในฐานะที่เราเป็นพวกใฝ่ศานติภาพด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงยินดีรับและเขียนเรื่องนี้ ดังที่ปรากฏแก่ตาท่านทั้งหลายอยู่บัดนี้.

ความสุขหรือความทุกข์ ศานติภาพหรือความโกลาหลนั้น มันสำเร็จอยู่ที่ใจ  ซึ่งจะเป็นตัวผู้รู้สึกเท่านั้น เช่นเดียวกับ สวมรองเท้าหนังบุยางอยู่เสมอ  เราก็รู้สึกหรือได้รับผลเป็นว่า พื้นแผ่นดินในโลกนี้ทั้งหมดเทวดาท่านปูลาดไว้ด้วยแผ่นหนังซับยางไม่มีที่ว่างเว้นเลย. และโดยทำนองตรงกันข้าม ถ้าหากว่ารองเท้าที่เราสวมนั้น มีตะปู ๔-๕ ตัว แลบออกมาจากพื้นรองเท้า และเจาะพื้นหนังเท้าของเรา ทุกๆ ก้าวที่เราก้าวไปแล้ว โลกนี้ก็กลายเป็นโลกที่เทวดาลาดไว้ด้วยหนามเท่านั้นเอง. เพราะเหตุนี้เป็นอันกล่าวได้ว่า เราสามารถที่จะสร้างโลกของเราเองให้เป็นโลกที่ตรงกับความต้องการของเราได้ทุกเมื่อ ถ้าเราสามารถจัดการกับตัวเราเอง คือใจของเราเอง โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเลย.

ศานติภาพจริงๆ นั้น มีในโลกนี้ไม่ได้ดอก เพราะเหตุว่าชีวิตได้เป็นตัวสงครามเสียเองแล้ว  โลกคือชีวิต ชีวิตเป็นเพียงสีเขียว สีแดง หรือสีอะไรก็ได้ ที่ป้ายกันไปป้ายกันมาบนสิ่งๆ หนึ่ง ที่ไม่มีสีอะไรเลย ตัณหาเป็นผู้ป้าย อุปาทานเป็นแปรงสำหรับชุบสีป้าย. มีกายหรือวัตถุเป็นแผ่นกระดาษที่รองรับสี, “สิ่ง” ที่ไม่มีอะไรเลยนั้น. ไม่ใช่สิ่งเดียวกับกระดาษ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับสีที่ป้าย เพราะว่า กระดาษก็มีสี อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้วอย่างน้อยที่สุดก็สีขาว ถ้าหากว่าท่านหาตัวสิ่งที่ไม่มีสีพบ ก็แปลว่า ท่านอาจหาศานติภาพพบ. แต่ว่า แม้ท่านจะคว่ำกระป๋องสีทั้งสิ้น หรือเผากระดาษแผ่นนั้นเสียด้วย ท่านก็ไม่อาจพบ”สิ่ง” ที่ไม่มีสีนั้นเลย เพราะเหตุว่า “สิ่ง” ที่ไม่มีสีนั้น ที่สีก็มี ที่แปรงก็มี ที่กระดาษก็มี และมีอยู่ในที่ทั่วไปด้วย. สีอาจจะป้ายให้กระดาษเลอะเทอะได้ แต่ไม่สามารถป้าย “สิ่ง” ที่ไม่มีสีให้เลอะเทอะได้ แม้ว่าจะได้ป้ายเข้าที่สิ่งนั้น. เพราะฉะนั้น ศานติภาพที่แท้จริงนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องไปหาจากที่อื่น ให้นอกไปจากโลก ทั้งที่ในโลกนั้นไม่มีศานติภาพเลย เช่นเดียวกับที่เราอาจจะ “หยั่งเห็น” สิ่งที่ไม่มีสีเลย ได้ตรงที่ที่มีสีดำ สีแดง สีขาว สีเขียว ฯลฯ นั่นเอง, ท่านจงปัดสีไปเสียทางหนึ่ง แล้วปัดกระดาษไปเสียอีกทางหนึ่ง แล้วท่านจะพบสิ่งที่ไม่มีสี แต่อย่าพึ่งนึกเอาล่วงหน้าว่าเป็นความสูญเปล่า, ถ้าปรากฏเป็นความสูญเปล่า ก็ต้องถือว่า ท่านยังไม่มี “ตา”.

ศานติภาพหรือสิ่งที่ยังไม่มีสีนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ถูกอะไรทำขึ้น ไม่มีอะไรปรุง ไม่มีอะไรกวน ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน. โลกนี้ หรือชีวิตนี้ เป็นสิ่งที่มีสิ่งอื่นทำขึ้น ปรุงขึ้น และกวนให้ปั่นป่วนอยู่เสมอ ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน. ความเกิดขึ้นมา ก็ไม่ใช่ของมัน เพราะมันเกิดเองไม่ได้ สิ่งอื่นหลายสิ่งปรุงหรือทำมันขึ้นมาด้วยเหตุผลอย่างอื่นต่างหาก มันจึงไม่มีอิสระเป็นตัวมันเอง จึงสงบไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังเป็นอิสระไม่ได้.  การทำสงคราม การจัดเรื่องเศรษฐกิจ ศิลปะวัฒนธรรม อารยธรรม หรือการศึกษาสาขาใด แม้จะจัดให้ดีอย่างไรก็ตาม ชีวิตนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะพบกันเข้ากับศานติภาพ หรือสิ่งที่ไม่มีสีนั้นเลย เพราะว่า สงคราม เศรษฐกิจ ศิลปะ วัฒนธรรม อารยธรรม และการศึกษาต่างๆ ของโลก ก็คือสีที่เลอะเทอะเราดีๆ นี่เอง และเป็นสงครามอยู่ในตัว, เป็นขบถอยู่ในตัว.

จงให้ชีวิต ที่มีปรกติธรรมดาร่อแร่ จวนจะจมน้ำตายอยู่เสมอนั้น มองให้ทะลุตัวมันเองหรือโลกทั้งสิ้น ข้ามไปยังฟากฝั่งข้างโน้นเถิด จะพบศานติภาพ หรือ”สิ่ง” ที่ไม่มีสี จงระคนสีเขียว เหลือง แดง ฯลฯ ที่เลอะเทอะเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เหมาะส่วนจนกลายเป็นสีขาว แล้วเพิกถอนสีขาวให้สิ้นสูญไปอีกครั้งหนึ่งเถิด    จะได้ความสงบซึ่งไม่มีสี อันเป็นจุดมุ่งของชีวิตทั้งมวล. นั่นแล คือ ศานติภาพ.

พุทธทาสภิกขุ

ปทุมคงคา  ๖ มีนาคม ๒๔๘๙

คัดจาก หนังสือ ชุมนุมเรื่องสั้น พุทธทาสภิกขุ  พิมพ์ ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๓๘

โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ

หลักธรรมในศาสนาพราหมณ์- ฮินดู

3 ธ.ค.

โอมสัญลักษณ์ประจำศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

พระตรีมูรติ  เทพเจ้าฝ่ายชายที่สูงที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ตรีศักติ  เทพเจ้าฝ่ายหญิงในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

               ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาดั้งเดิมของชนเผ่าอริยกะหรืออารยัน ในสมัยพุทธกาลเป็นศาสนาพราหมณ์แต่ในปัจจุบันเป็นศาสนาฮินดู  ในศาสนาพราหมณ์คำว่า ธรรม แปลได้หลายอย่าง คือแปลว่าหน้าที่ก็ได้   แปลว่าสิ่งที่ควรทำก็ได้ นอกจากนี้ยังแปลได้ว่า ความเจริญ ความรู้ของจริงการรู้ความถูกต้อง และรู้ตรรกศาสตร์หลักธรรมสำคัญในศาสนามีดังนี้

พระธรรมศาสตร์ มีอยู่ ๑๐ ประการ

๑.ธฤติ คือ ความพอใจ คล้ายกับคำว่าสันโดษ มีความพยายามอยู่ด้วยความมั่นคงเสมอ ความรู้สึกยินดี และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่โดยปราศจากความโลภ

๒.กษมา ความอดกั้นหรือความอดทน มีความพากเพียร พยายาม อดทน  โดยถือเอาเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง

๓.ทมะ คือการระงับจิตใจ รู้จักข่มใจของตนด้วยความสำนึกในเมตตา  และมีสติอยู่เสมอไม่ปล่อยให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ง่ายๆ

๔.อัสเตยะ คือ ไม่ลัก ไม่ขโมย

๕.เศาจะ คือความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ

๖.อินทริยนิครหะ คือการปราบปรามอินทรีทั้ง ๑๐ ได้แก่ ประสาทความรู้สึกทางความรู้ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง กับประสาทความรู้สึกทางการกระทำ ได้แก่ มือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ

๗. ธี เหมือนกับธิติ ธีร หรือพุทธิ ได้แก่ปัญญา สติ ความคิด ความมั่นคง

๘.วิทยา คือ ความรู้ทางปรัชญาศาสตร์ คือรู้ลึกซึ้ง และมีความรู้เกี่ยวข้องกับชีวะ กับมายาและกับพรหม

๙. สตยะ คือ ความจริง ความเห็นอันสุจริต ความซื่อสัตย์ต่อกัน จนเป็นที่ไว้ วางใจกัน เชื่อใจกันได้

๑๐.อโกรธะ คือ ความไม่โกรธ มีความอดทน สงบเสงี่ยม รู้จักทำจิตใจให้สงบ

 

 

 

 

หลักธรรมในศาสนาอิสลาม

3 ธ.ค.

 

 

 

ศาสนาอิสลาม  เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้า (อัลเลาะห์หรืออัลลอฮ.)  ในทุกสถานภาพของเขาจะลำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเสมอ  เพราะพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้นำทางในการดำรงชีวิตทุกด้าน  แก่มนุษย์ทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น  ศาสนาอิสลามแบ่งคำสอนออกเป็น ๓ หมวดดังนี้

๑.ศรัทธา มี ๖ ประการ คือ

๑. ศรัทธาในพระองค์เดียว คือ อัลลอฮ

๒. ศรัทธาในบรรดามลาอีกะฮของพระองค์ มลาอีกะห์  หรือเทวทูตผู้รับใช้พระเจ้า

๓. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์

๔. ศรัทธาในบรรดารอซูหรือศาสนทูต  ที่พระเจ้าได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์  หนึ่งในนั้นคือ ท่านนบีมูฮัมมัด  ศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาอิสลาม

๕. ศรัทธาในวันสุดท้ายและการเกิดใหม่ในวันปรโลก

๖. ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะของพระองค์

๒.หลักจริยธรรม

ศาสนาอิสลามสอนว่า  ในการดำเนินชีวิต  จงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดีอันเป็นที่ยอมรับของสังคม  จงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม  พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี  เป็นคนที่รู้จักหน้าที่  ห่วงใย  มีเมตตา  มีความรัก  ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น  รู้จักปกป้องสิทธิของตนไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว  และหมั่นใฝ่หาความรู้  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรม  ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม

๓.หลักปฏิบัติ ๕ ประการ

๑.การปฏิญานตนต่อพระเจ้า

๒.การละหมาด

๓.การถือศีลอด

๔.การบริจาคซะกาต

๕.การประกอบพิธีฮัจญ์

 

หลักธรรมในศาสนาคริสต์

3 ธ.ค.

 

 

ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายิว  ซึ่งมีโมเสสเป็นศาสดา และเป็นผู้ยืนยันว่า  พระเจ้า (พระยะโฮวา) ได้รับประทานบัญญัติมาให้  โดยศาสนิกชนต้องมีความศรัทธาในพระเยซูสูงสุดในชีวิต  และจงรักเพื่อนบ้าน  เพื่อนมนุษย์  เหมือนรักตัวเอง  ตามหลักธรรมคำสอนดังต่อไปนี้

๑.หลักบัญญัติ ๑๐ ประการ

๑.จงนมัสการพระเจ้าแต่ผู้เดียว

๒. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมควร

๓.วันพระเจ้าให้ถือเป็นวันศักดิ์สิทธิ์

๔.จงนับถือบิดามารดา

๕.อย่าฆ่าคน

๖.อย่าล่วงประเวณี

๗.อย่าลักทรัพย์

๘.อย่าขโมย

๙.อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้านของเจ้า

๑๐.อย่าโลภอยากได้เรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภมากอยากได้เมียของเพื่อนบ้าน หรือทาสของเขา โค ลา ของเขา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเพื่อนบ้านนั้น

๒.หลักตรีเอกานุภาพ  เป็นหลักคำสอนที่ให้ศรัทธาในพระเจ้าพระองค์เดียว  แต่มี ๓ สภาวะประกอบด้วย

๑. พระบิดา คือ องค์พระเจ้าผู้สร้างโลกและมนุษย์

๒.พระบุตร คือ  ผู้เกิดมาเพื่อช่วยไถ่บาปให้แก่มนุษย์

๓.พระจิตร คือ พระวิญญาณอันบริสุทธ์เพื่อมอบความรักและบันดาลให้มนุษย์ประพฤติดี

๓.หลักความรัก  คำสอนเรื่องความรักในศาสนาคริสต์ คือ การปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข มีความเมตตากรุณา ให้อภัยซึ่งกันและกัน และยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

หลักคำสอนเรื่องความรักในศาสนาคริสต์ มี ๒ ระดับ คือ

๑.ความรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เปรียบเหมือนความรักระหว่างบิดากับบุตร

๒.ความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ พระเยซูสอนให้รักเพื่อนบ้าน (มนุษย์ทั้งโลก) สอนให้รักศัตรู รู้จักการให้อภัยและเสียสละ

๔.หลักอาณาจักรพระเจ้า  เป็นหลักคำสอนที่เน้นให้มนุษย์สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นในจิตใจ  รู้จักการเตรียมตัวรับฟังคำสั่งสอน  เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง  ซึ่งอาณาจักรพระเจ้าแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ  อาณาจักรบนโลกมนุษย์  ให้มนุษย์กระทำตนให้ดีที่สุด  โดยการสวดมนต์  เพื่อเป็นการแสดงความศรัทธาในพระเจ้า  และอาณาจักรสวรรค์  เมื่อมนุษย์ตายไป  วิญญาณจะได้ไปเฝ้าพระเจ้าในสวรรค์มีชีวิตนิรันดร